ตอนนี้เหลือแค่ชื่อ ไร้ความสามารถและบารมีของนักเตะ หลังจากหมดยุคของ กุนซือที่มีนามว่า อาแซน เวนเกอร์ 

คำว่าปืนใหญ่ ก็ไม่มีคำว่าน่ากลัวอีกต่อไป กุนซือที่เข้ามาทดแทนอย่าง อูนี่ เออไมรี่ ที่มากด้วยประสบการณ์ ดีกรีพ่วงมาจากแชมป์ลีกเอิง อย่างปารีสแซงแชร์แมง ก็ยังเอาไม่อยู่ ยังต้องกระเด็นตกเก้าอี้ เปลี่ยนมาเป็นกุนซือขัดตาทัพแทนอย่าง เฟรดดี้ ลุงเบริก์ อดีตลูกศิษย์ของ อาแซน เวนเกอร์ ยุคไร้พ่าย ซึ่งได้โอกาสลองคุมขัดตาทัพ สุดท้ายคุมไปได้แค่สามสี่นัด ทางบอร์ดผู้บริหารก็ได้ไปคว้าตัวเด็กเก่าของปืนใหญ่ อย่างมิเกล อาร์เต้ต้า มาคุมทีม โดยหวังว่า การที่อาร์เตต้า หลังจากแขวนสตั๊ดกับ ปืนใหญ่ แล้วนั้น

ได้ไปเรียนรู้วิชากับยอดกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนซิตี้นั้น จะได้นำวิชาติดตัวกลับมาปุกปั้นปืนใหญ่ ให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แต่ดูๆ ไปแล้ว สำหรับฤดูกาลนี้ คงเป็นไปได้เพียงแค่การประคับประคอง ให้อยู่รอดในพรีเมียร์ลีก ซะมากกว่า เพราะหลังจาก อาร์เตต้า เข้ามาคุมทีมได้เกือบสิบนัดนั้น ทีมยังสะกดคำว่าชนะได้ไม่ถึงครึ่ง

ยังดีหน่อยตรงที่ ฟอร์มการเล่น ดูมีทรงบอลมากขึ้น มีการต่อบอลและการเข้าทำที่เป็นรูปแบบมากขึ้น  แต่จริงๆ แล้วปัญหาหลักๆของอาร์เซนอลนั้น หากให้มองกันจริงๆ แล้วนั้น น่าจะอยู่ที่บอร์ดบริหารซะมากกว่า เนื่องจากเป็นปัญหาตั้งแต่ตอนที่ อาแซน เวนเกอร์ ยังคงคุมทีมอยู่แล้วนั้น ทางตัวผู้จัดการทีมเอง ไม่เคยได้เงินมาซื้อนักเตะ เหมือนกับยักษ์ใหญ่ทีมอื่นๆ

 

ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าปัญหาของทีมอยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่สามารถมีเงินมาซื้อนักเตะ บิ๊กเนม หรือเก่งจริงๆ มาอุดรอยรั่วได้ แล้วยิ่งหมดยุค อาแซน เวนเกอร์ แล้วนั้น  ทำให้บารมีในการดึงนักเตะด้วยการซื้อใจยิ่งลดลงไปอีก หากดูๆแล้ว คงหมดยุคคำว่าปืนใหญ่ แล้วจริงๆ ซึ่งปัจจุบันนักเตะที่มีอยู่ในทีมดังๆ อย่าง ปิแอร์ โอมาเบยอง หรือ ลากาแซต

 

เริ่มจะหมดใจกับทีม และหาโอกาสย้ายออกจากทีมตลอดเวลา หากมองถึงความเป็นจริงคงจะโทษตัวนักเตะไม่ได้ เพราะนี่คือโลกของฟุตบอลที่ตัวนักเตะเองก็ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการค้าแข้งของตัวเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วหากอาร์เซนอล ยังต้องการกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตนั้น ทางบอร์ดผู้บริหารคงต้องเริ่มปรับทัศนะคติของตัวเอง ในการลงทุนซื้อนักเตะ และบริหารการจัดการทีมให้มากกว่านี้ ถ้าไม่อย่างนั้น เราอาจเห็น ปืนใหญ่ กระบอกแตกจริงๆ 

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ole777